เด็ก 3 ขวบ ยิ้มไม่โชว์ฟัน-กลิ่นปากแรง แม่พาหาหมอ ก่อนพบต้นเหตุ ที่แท้ความเชื่อผิดๆของผู้ใหญ่

เด็ก 3 ขวบ ยิ้มไม่โชว์ฟัน-กลิ่นปากแรง แม่พาหาหมอ ก่อนพบต้นเหตุ ที่แท้ความเชื่อผิดๆของผู้ใหญ่

เด็ก 3 ขวบ ยิ้มไม่โชว์ฟัน-กลิ่นปากแรง แม่พาหาหมอ ก่อนพบต้นเหตุ ที่แท้ความเชื่อผิดๆของผู้ใหญ่
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เด็กหญิงวัย 3 ขวบยิ้มไม่ยอมโชว์ฟัน แม่ได้กลิ่นปากผิดปกติ พาไปตรวจพบฟันผุ 16 ซี่

กรณีเด็กหญิงวัยเพียง 3 ขวบในประเทศจีนกลายเป็นอุทาหรณ์เตือนผู้ปกครอง หลังแม่สังเกตว่าลูกมีกลิ่นปากรุนแรงและไม่ค่อยยิ้มเห็นฟัน เมื่อพาไปพบทันตแพทย์จึงพบว่า ฟันน้ำนม 20 ซี่ของเด็กผุถึง 16 ซี่ โดยหลายซี่ลุกลามลึกจนเกิดการอักเสบ

เรื่องราวเริ่มต้นจากภาพถ่ายหมู่ในงานจบการศึกษาชั้นอนุบาลของ “ติงติง” นามสมมติ เด็กหญิงวัย 3 ขวบ แม้เธอจะยิ้มเหมือนเพื่อน แต่กลับเม้มริมฝีปากไว้แน่น ไม่ยอมเผยให้เห็นฟัน ตอนแรกแม่ยังไม่ได้ติดใจ เพราะคิดว่าอาจเป็นบุคลิกขี้อายของลูก

แม่เริ่มเอะใจ ลูกมีกลิ่นปากรุนแรงผิดปกติ

ระหว่างช่วงปิดเทอม แม่เริ่มสังเกตว่าเมื่อใดก็ตามที่ลูกสาวอ้าปาก จะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมาอย่างชัดเจน เธอจึงสงสัยว่าเด็กอาจกินอาหารมากเกินไปหรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ก่อนลองเปลี่ยนยาสีฟันและปรับเมนูอาหารให้ย่อยง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลิ่นปากยังคงไม่หายไป คืนหนึ่งแม่จึงลองตรวจดูช่องปากของลูกขณะหลับ และพบว่าฟันหลายซี่มีคราบเหลืองน้ำตาล ส่วนฟันกรามบางซี่มีรอยสีเข้มและเป็นหลุม เธอจึงรีบพาลูกไปโรงพยาบาลในวันรุ่งขึ้น

ฟันน้ำนม 20 ซี่ ผุถึง 16 ซี่

หลังตรวจช่องปากอย่างละเอียด ทันตแพทย์พบว่าเด็กมีฟันน้ำนมทั้งหมด 20 ซี่ แต่มีฟันผุถึง 16 ซี่ ในจำนวนนี้หลายซี่ผุลึกถึงโพรงประสาทฟันและมีการอักเสบบริเวณรากฟัน จึงจำเป็นต้องวางแผนรักษาโดยเร็ว

ฟันผุที่ลุกลามและมีการติดเชื้อสามารถเป็นสาเหตุหนึ่งของกลิ่นปากได้ เนื่องจากมีทั้งคราบจุลินทรีย์ เศษอาหาร และเนื้อเยื่อที่อักเสบสะสมอยู่ อย่างไรก็ตาม กลิ่นปากในเด็กอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน เช่น เหงือกอักเสบ ปากแห้ง ทอนซิลอักเสบ หรือปัญหาในระบบทางเดินหายใจ จึงควรให้แพทย์หรือทันตแพทย์ตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรใช้ยาสีฟันระงับกลิ่นเพียงอย่างเดียว

ขนมหวานและเครื่องดื่มติดบ้าน กลายเป็นความเสี่ยงสะสม

เมื่อทันตแพทย์สอบถามพฤติกรรมการกินและการแปรงฟัน ครอบครัวจึงยอมรับว่า พ่อแม่ของเด็กต้องเดินทางไปทำงานต่างพื้นที่บ่อย ติงติงจึงอยู่ในความดูแลของปู่ย่าตายายเป็นส่วนใหญ่ ภายในบ้านมีทั้งลูกอม น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มรสหวานให้เด็กหยิบกินเป็นประจำ

ส่วนการแปรงฟันก่อนนอนทำได้ไม่สม่ำเสมอ หากเด็กงอแงหรืออยากเข้านอน ผู้ดูแลมักให้เพียงบ้วนปากแทนการแปรงฟัน คุณยายกล่าวด้วยความเสียใจว่า “ที่จริงเรื่องนี้เกิดขึ้นมาสักพักแล้ว แต่เราคิดว่าฟันน้ำนมก็ต้องหลุดและมีฟันใหม่ขึ้นมา จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก”

ความเสี่ยงของฟันผุไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “ความถี่” ที่เด็กกินหรือจิบของหวานด้วย ทุกครั้งที่ได้รับน้ำตาล แบคทีเรียในช่องปากจะสร้างกรดซึ่งทำลายผิวฟัน การจิบเครื่องดื่มหวานหรือกินขนมตลอดวันจึงทำให้ฟันเผชิญกรดซ้ำๆ และมีเวลาฟื้นตัวน้อยลง

ฟันน้ำนมผุ ไม่ใช่เรื่องที่รอให้หลุดแล้วจบ

ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ฟันน้ำนมเป็นฟันชั่วคราว ต่อให้ผุก็ไม่เป็นไร เพราะในที่สุดจะมีฟันแท้ขึ้นมาแทน แต่ความจริงฟันน้ำนมมีหน้าที่สำคัญทั้งในการบดเคี้ยว การออกเสียง และการรักษาพื้นที่ไว้ให้ฟันแท้ขึ้นในตำแหน่งที่เหมาะสม

หากปล่อยให้ฟันน้ำนมผุลึก เด็กอาจมีอาการปวด เคี้ยวอาหารลำบาก นอนหลับไม่ดี หรือเกิดการติดเชื้อได้ ส่วนฟันที่ต้องถอนก่อนเวลาอาจทำให้ฟันซี่ข้างเคียงเคลื่อนเข้ามาในช่องว่าง จนฟันแท้มีพื้นที่ขึ้นไม่เพียงพอหรือเกิดการเรียงตัวผิดปกติในอนาคต

สมาคมทันตแพทย์เด็กแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ AAPD ระบุว่า โรคฟันผุในเด็กเล็กสัมพันธ์กับความเสี่ยงเกิดฟันผุใหม่ทั้งในฟันน้ำนมและฟันแท้ รวมถึงอาจกระทบการกิน การเรียนรู้ และคุณภาพชีวิตของเด็กได้ 

ฟันน้ำนมผุส่งผลต่อฟันแท้ได้อย่างไร

ใต้ฟันน้ำนมมีหน่อฟันแท้ซึ่งกำลังพัฒนาอยู่ หากเกิดการติดเชื้อรุนแรงบริเวณรากฟันและไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อโดยรอบหรือฟันแท้ที่กำลังสร้างตัวได้ แต่ผลกระทบจะแตกต่างกันตามตำแหน่ง ความรุนแรง และระยะเวลาที่ปล่อยทิ้งไว้

การสูญเสียฟันน้ำนมก่อนกำหนดยังอาจทำให้พื้นที่สำหรับฟันแท้ลดลง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าฟันผุจะทำให้เด็กมีคางถอยหรือใบหน้าไม่สมมาตรเสมอไป เพราะการเจริญของใบหน้าและขากรรไกรขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม โครงสร้างกระดูก การสบฟัน และพฤติกรรมช่องปาก

วิธีป้องกันฟันผุในเด็กเล็ก

  • เริ่มแปรงตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น: ผู้ปกครองควรเป็นผู้แปรงหรือช่วยแปรงให้เด็ก เพื่อให้ทำความสะอาดได้ทั่วถึง
  • แปรงวันละ 2 ครั้ง: โดยเฉพาะก่อนเข้านอน และใช้นานประมาณ 2 นาที
  • ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์: เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีใช้ปริมาณบางๆ ขนาดประมาณเมล็ดข้าว ส่วนเด็กอายุ 3-6 ปีใช้ขนาดประมาณเมล็ดถั่วลันเตา
  • ช่วยดูแลการแปรง: เด็กเล็กยังควบคุมแปรงสีฟันได้ไม่ดี ผู้ใหญ่จึงควรช่วยและตรวจซ้ำ ไม่ควรปล่อยให้แปรงเองทั้งหมด
  • ลดความถี่ของของหวาน: จำกัดลูกอม ขนมเหนียว น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มเติมน้ำตาล โดยเฉพาะระหว่างมื้อและก่อนนอน
  • ไม่ให้หลับพร้อมขวดนมหรือน้ำหวาน: หากจำเป็นต้องมีขวดระหว่างนอน ควรเป็นน้ำเปล่า
  • พบทันตแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ: ควรเริ่มตรวจภายใน 6 เดือนหลังฟันซี่แรกขึ้น หรือไม่เกินอายุ 1 ปี และตรวจซ้ำตามความเสี่ยงที่ทันตแพทย์แนะนำ

แนวทางของ CDC และองค์กรทันตกรรมหลายแห่งแนะนำว่า เด็กอายุ 3-6 ปีควรแปรงฟันวันละ 2 ครั้งด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ปริมาณเท่าเมล็ดถั่วลันเตา พร้อมมีผู้ใหญ่ช่วยดูแล การใช้ยาสีฟันที่มีกลิ่นแรงอาจช่วยกลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถรักษาฟันผุหรือการติดเชื้อที่เป็นต้นเหตุ

สัญญาณใดควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์

  • มีจุดขาวขุ่น จุดน้ำตาล หรือรอยดำบนฟัน
  • ฟันเป็นหลุมหรือมีเศษอาหารติดซ้ำๆ
  • มีกลิ่นปากต่อเนื่องแม้แปรงฟันแล้ว
  • บ่นปวดฟัน เสียวฟัน หรือไม่ยอมเคี้ยวอาหารบางด้าน
  • เหงือกบวม มีตุ่มหนอง หรือใบหน้าบวม
  • ตื่นร้องตอนกลางคืนโดยไม่ทราบสาเหตุและชี้ไปที่บริเวณปาก

หากเด็กมีไข้ร่วมกับเหงือกหรือใบหน้าบวม ปวดมาก กลืนลำบาก หรือหายใจผิดปกติ ควรไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน

สรุป ฟันน้ำนมต้องดูแลจริงจังตั้งแต่ซี่แรก

กรณีของติงติงไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาการกินขนมหวาน แต่ยังเตือนถึงความเข้าใจผิดว่า “ฟันน้ำนมผุก็ไม่เป็นไร” การกินของหวานบ่อย การจิบเครื่องดื่มหวานตลอดวัน และการแปรงฟันไม่สม่ำเสมอ ล้วนเพิ่มความเสี่ยงให้ฟันผุลุกลามได้อย่างรวดเร็ว

ฟันน้ำนมมีความสำคัญต่อการกิน การพูด และการรักษาพื้นที่ให้ฟันแท้ ผู้ปกครองจึงควรช่วยแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ จำกัดของหวาน และพาเด็กตรวจฟันตั้งแต่ยังไม่มีอาการ เพราะการป้องกันและพบปัญหาตั้งแต่ระยะแรก ย่อมง่ายกว่าการรอจนเด็กปวดฟันหรือเกิดการติดเชื้อแล้วจึงรักษา

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล